สุขสันต์วันคริสต์มาส
ช่วงปลายเดือนธันวาคมเป็นเวลาแสนพิเศษสำหรับคนทั่วโลก เรื่องราวของซานตาครอสกับของขวัญดูจะกลายเป็น
สัญลักษณ์ที่เด่นที่สุดของเทศกาลคริสต์มาส ซานตาคลอสคือผู้ที่เด็กๆนับล้านเขียนจดหมายไปหาพร้อมแจ้งรายการของขวัญ
ที่ตนอยากได้ บุรุษผู้สูงวัยร่างอ้วนสวมชุดแดง หนวดเครารุนแรงคนนี้เองที่ได้กลายมาเป็นบุคคลที่เด็กๆเชื่อมั่นว่าจะดลบันดาล
ความฝันของตนให้เป็นจริงได้ ตามประวัติเล่าว่า เซนต์นิโคลัส แห่งเมืองมีรา สมัยศตวรรษที่ 4 คือผู้ที่ได้รับการขนานนาม
ให้เป็นซานตาคลอสคนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ
บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี ประเพณีการแขวนถุงเท้าไว้ข้างเตาผิงในคืนก่อนคริสมาส
ก็มีที่มาจากเรื่องนี้ ต่อมาเรื่องราวของซานตาคลอส ก็ถูกเล่าขานให้พิลึกพิลั่นจนกลายเป็นเรื่องมหัสจรรย์ไปเลย

ต้นสนที่ถูกนำมาประดับประดาด้วยดวงไฟหลากสีสัน กล่องของขวัญ และเครื่องตกแต่งต่างๆคือสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง
ของคริสต์มาส ต้นคริสต์มาสมีความเป็นมาย้อนไปถึงศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศ
เรื่องพระเจ้าในเยอรมัน ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาพระของพวกเขาที่ใต้ต้นโอ๊ก ท่านรีบเข้าไปช่วยเด็กไว้
และโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า
ต้นกุมารพระคริสต์

  มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมันได้ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1540 หลังจากนั้น
ในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลกในเวลาต่อมา
คริสต์มาสยังมีบัตรอวยพรที่ผู้คนส่งไปให้ญาติสนิทมิตรสหายนับล้านๆใบในแต่ละปี คำอวยพรที่ส่งความปรารถนาดี
กับพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้าดูจะเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของเทศกาลนี้  งานเลี้ยงเพื่อฉลองเทศกาลคริสต์มาส มีที่มาจากงานเลี้ยง
ปีใหม่ของชาวโรมัน ซึ่งเริ่มจากวันที่ 17 ธันวาคมถึงต้นมกราคม หรือที่รู้จักกันว่างานเลี้ยง 12 วัน ในขณะเดียวกันเพลงคริสต์มาส
ก็ดังกระหึ่มในช่วงนี้เช่นกัน ทั้งจังหวะช้าที่เคร่งขรึมและจังหวะสนุกสนาน เพลงคริสต์มาสส่วนใหญ่แต่งในยุค
พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ (ค.ศ. 1840 – 1900) ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลกโดยแปลเป็นภาษาต่างๆมากมาย
ผู้คนทั้งโลกรู้ดีว่าวันที่ 25 ธันวาคม คือวันคริสต์มาส เหตุที่เลือกวันนี้เพราะกลุ่มชาวโรมันชั้นสูงที่กลับใจมาเป็น
คริสเตียนได้เปลี่ยนเทศกาลบูชาพระอาทิตย์มาเป็นการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูแทน โดยเลือกวันที่ 25 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เริ่มส่องสว่างยาวนานขึ้น แต่ไม่ว่าการฉลองวันเกิดจะเป็นวันไหนก็คงไร้ความหมายถ้าปราศจาก
ผู้ที่เป็นเจ้าของวันเกิด

ความจริงเกี่ยวกับวันคริสต์มาส
ความจริงมีอยู่ว่า วันคริสต์มาสเป็นวันครบรอบวันประสูติขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า หรือวันครบรอบวันเกิดของ
พระองค์นั่นเอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณสองพันปีที่แล้ว พระเยซูคริสต์ประสูติในดินแดนใจกลางของโลกคือ
ประเทศอิสราเอล ซึ่งขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรม ในรัชสมัยของจักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัส
ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ดังนี้
“อยู่มาคราวนั้นมีรับสั่งจากมหาจักรพรรดิซีซาร์ออกัสตัสให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสำมะโนครัวเมื่อคีรีนิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย คนทั้งปวงต่างได้ไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน
ฝ่ายโยเซฟก็ขึ้นไปจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลีถึงเมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮมแคว้นยูเดีย ด้วยเพราะว่าเขาเป็นวงศ์วาน
และเชื้อสายของดาวิด เขาได้ไปกับมารีย์ที่ได้หมั้นไว้แล้วเพื่อจะขึ้นทะเบียนและนางมีครรภ์ เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น
ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร นางจึงประสูติบุตรชายหัวปีเอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม”
ความหมายของวันคริสต์มาสต่อมนุษย์ชาติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมเล็กๆแห่งนี้มีความหมายมากกว่าการเกิดของเด็กคนหนึ่งหรือ ? และเกี่ยวข้องอะไรกับ
ชีวิตของมนุษย์ชาติเล่า ? วันคริสต์มาสเป็นวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ชาติ โดยการเสด็จเข้ามาในโลกนี้ในสภาพความเป็นมนุษย์เพื่อช่วยมนุษย์ชาติให้หลุดพ้นจากความทุกข์ร้อนทั้งกายและใจ
ซึ่งให้ความหวังแก่คนสิ้นหวัง และความสงบสุขที่แท้จริงและมาสู่สังคมมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา ทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้เอง
จึงมีการจัดงานฉลองขึ้นพร้อมกันทั่วโลก
“เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสต์เจ้า มาบังเกิดที่เมืองดาวิด”

เรามีสิทธิ์ในเรื่องนี้บ้างไหม
เนื่องจากเรื่องราวที่เป็นความหวังใจอันแสนประเสริฐดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่ไปทางด้านตะวันตกของโลก
เช่นยุโรปและอเมริกาก่อน ทำให้เกิดการเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งว่าผู้ที่จะได้รับผลดีจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้าคือชาวตะวันตก
หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่าพวกฝรั่งเท่านั้น และสรุปความเข้าใจของเราว่า เรื่องราวของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องของศาสนาฝรั่ง
แต่ถ้าหากเรามีโอกาสเดินทางไปประเทศในภูมิภาคเดียวกันกับเรานี้ เช่น ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี หรือสิงคโปร์
เราก็จะพบว่ามีคนจำนวนมากมายในประเทศดังกล่าวที่ได้รับผลดีจากการประสูติของพระเยซูคริสต์เจ้าด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า
พระเจ้าไม่ทรงลำเอียงเลือกที่จะรักและเมตตาต่อชนชาติใดชนชาติหนึ่ง ดังนั้นเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีสิทธิ์ได้รับการปลดปล่อยจาก
ความทุกข์ลำบากทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านจิตใจและพบกับความสุขที่แท้จริงได้เช่นกัน
“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ (พระเยซูคริสต์เจ้า)
เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”
เราจะทำอย่างไร
เมื่อท่านอ่านมาถึงตอนนี้คงจะได้รับความกระจ่างมากขึ้น และขออย่าได้รอช้ารีบติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม
จากคริสตจักรที่อยู่ใกล้บ้านของท่าน หรือคริสเตียนที่อยู่ใกล้ตัวของท่านเพื่อชีวิตของท่าน
จะได้พบกับความสุขที่แท้จริงสมกับคำอวยพรที่ว่า สุขสันต์วันคริสต์มาส 09silen

ซานต้า

ซานตาคลอส เป็นจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ ที่เด็กและผู้คนนิยมมากที่สุด ในเทศกาลคริสต์มาส แต่แท้ที่จริงแล้ว ซานตาคลอส แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย ชื่อซานตาคลอส มาจากชื่อนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกี ปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคม ซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพมา ก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาส ก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช ซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น อันที่จริง ซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้

Go to Beginning